สงครามไครเมีย สงครามแห่งมหาอำนาจ


ไครเมีย เขตปกครองตนเองของยูเครน ซึ่งมีปัญหาวุ่นวายในปัจจุบัน เคยเป็นหนึ่งในพื้นที่ความขัดแย้งระหว่างชาติมหาอำนาจมาก่อนในอดีต และครั้งหนึ่งเคยเกิดสงครามใหญ่ ที่เปลี่ยนโฉมหน้าการเมืองโลกมาแล้ว

ไครเมีย เขตปกครองตนเองของยูเครน ซึ่งมีปัญหาวุ่นวายในปัจจุบัน เคยเป็นหนึ่งในพื้นที่ความขัดแย้งระหว่างชาติมหาอำนาจมาก่อนในอดีต และครั้งหนึ่งเคยเกิดสงครามใหญ่ ที่เปลี่ยนโฉมหน้าการเมืองโลกมาแล้ว 

สงครามครั้งสุดท้ายที่เคยเกิดขึ้นบนแหลมไครเมีย ของยูเครน ก่อนหน้าความตึงเครียดรอบใหม่ในปัจจุบัน เคยเกิดในช่วงปี 2396 – 2399 หรือเมื่อกว่า 100 ปีที่ผ่านมา สงครามครั้งนั้นทำให้มีทหารเสียชีวิตทั้งหมดประมาณ 750,000 นาย ขณะที่ประชาชนอีกเป็นจำนวนมากต้องล้มหายตายจาก เนื่องจากความขัดแย้งระหว่างฝรั่งเศส และรัสเซีย เหนือกรุงเบธเลเฮม ก่อนจะกลายเป็นประเด็นทางยุทธศาสตร์ และภูมิรัฐศาสตร์เหนือแหลมไครเมีย ในเวลาต่อมา ในช่วงกลางศตวรรษที่ 18 ศาสนาคริสต์นิกายรัสเซียออร์โธดอกซ์ อ้างสิทธิ์อันชอบธรรมเหนือนครเบธเลเฮม ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ตามคัมภีร์ไบเบิล ซึ่งสมัยนั้นอยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิออตโตมัน การขยายอิทธิพลของนิกายรัสเซียออร์โธดอกซ์ครั้งนั้น เกือบนำไปสู่สงครามระหว่างรัสเซีย กับอาณาจักรออตโตมัน แต่พันธมิตรของรัสเซียคือ ราชอาณาจักรกรีซ ที่มีความสัมพันธ์อันดีกับจักรวรรดิออตโตมัน สามารถช่วยไกล่เกลี่ยยับยั้งเอาไว้ได้

นับแต่นั้นเป็นต้นมา นิกายรัสเซียออร์โธดอกซ์ได้เข้าไปมีบทบาทสำคัญในดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ พร้อมกับขยายอำนาจทางการเมืองไปยังทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก ขณะเดียวกัน ฝรั่งเศสในฐานะผู้นำศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ก็อ้างสิทธิ์อันชอบธรรมเหนือนครเบธเลเฮม และได้พยายามขยายอิทธิพลทางการเมืองเหมือนกับรัสเซียด้วยเช่นกัน ความขัดแย้งระหว่างนักบวชนิกายออร์โธดอกซ์ และนิกายคาทอลิก กลายเป็นต้นตอของสงครามไครเมีย เนื่องจากต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์เหนือนครเบธเลเฮม โดยฝรั่งเศสต้องการเอาชนะรัสเซีย แต่เพื่อรักษานํ้าใจของจักรวรรดิออตโตมัน ซึ่งนับถือศาสนาอิสลาม ฝรั่งเศสจึงใช้การทูตแบบเรือปืน ปิดช่องแคบดาร์ดะเนลส์ ทางเข้าออกทะเลดำ เขตอิทธิพลของรัสเซีย ชักชวนให้สุลต่านแห่งออตโตมันสนับสนุนฝรั่งเศส ทำให้รัสเซียไม่พอใจ พยายามกดดันให้ชาวออตโตมัน รวมทั้งชาวอาหรับ หันมานับถือศาสนาคริสต์นิกายออร์โธดอกซ์

ด้านอังกฤษที่ไม่เคยสนใจการเมือง และอิทธิพลของฝรั่งเศส หรือรัสเซียเหนือทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก ได้กระโจนเข้าร่วมสงครามเพื่อสกัดกั้นอิทธิพลของรัสเซียด้วย โดยในช่วงแรก อังกฤษทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง และสนับสนุนความชอบธรรมของนิกายคาทอลิกเหนือเบธเลเฮม ทำให้สงครามปะทุขึ้นทันที จนอังกฤษตัดสินใจลงนามเป็นพันธมิตรกับฝรั่งเศส อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่สงครามไครเมียดำเนินอยู่ ประเด็นการต่อสู้ก็ได้เปลี่ยนแปลงไป จากเรื่องศาสนาไปเป็นประเด็นทางยุทธศาสตร์ และภูมิรัฐศาสตร์ เนื่องจากจักรวรรดิออตโตมันเริ่มเสื่อมมนต์ขลัง หลังสงครามนโปเลียนสิ้นสุดลง ชาติมหาอำนาจอยากเข้าครอบครองช่องแคบดาร์ดะเนลส์ และบอสฟอรัส เพราะเป็นเส้นทางการเดินเรือที่สำคัญ ยิ่งไปกว่านั้น รัสเซียต้องการสองช่องแคบนี้มากที่สุด เพราะเป็นทางเดินเรือจากแหลมไครเมียในทะเลดำออกสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทางเดียวเท่านั้น สงครามครั้งนี้จบลงด้วยความพ่ายแพ้ของรัสเซีย ซึ่งส่งผลต่อศรัทธาของชาวรัสเซียต่อราชวงศ์โรมานอฟในเวลาต่อมา และเมื่อมองย้อนกลับมาในปัจจุบัน จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า เหตุใดรัฐบาลรัสเซียในยุคของนายวลาดิเมียร์ ปูติน จึงยังคงไม่ต้องการปล่อยให้แหลมไครเมีย หลุดจากมือของพวกเขาไป